กิตติคุณ ปฏิปทา สมณวัตรพระครูสถิตวีรธรรม (หลวงปู่รอด ฐิตวิริโย)
เจ้าคณะอำเภอพรหมพิราม เจ้าอาวาสวัดสันติกาวาส ต.วงฆ้อง อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก

หลวงปู่รอด พระเกจิอาจารย์ของคนทั่วไป นามตามสมณศักดิ์ที่ “พระครูสถิตวีรธรรม” ชาวบ้านย่านจังหวัดพิษณุโลก อาจจะไม่คุ้นเคยนัก นอกจากศิษย์ผู้ใกล้ชิดและพุทธศาสนิกชนใกล้เคียง อีกทั้งนามตามสมณศักดิ์นั้น เป็นสิ่งที่จดจำลำบาก ไม่ง่ายเหมือนกับชื่อแบบไทยอันเป็นนามเดิมของท่านชาวบ้านทั่วไปและคนที่เคารพนับถือทั้งหลายจึงนิยมเรียกท่านด้วยความเคารพเทินทูนเสมอหนึ่งท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดฝ่ายบิดาของผู้เรียกว่า “หลวงปู่รอด” วัดสันติกาวาส อ.พรหมพิรม จ.พิษณุโลก
พระครูสถิตวีรธรรม หรือหลวงปู่รอด ฐิตวิริโย หลวงปู่ของพวกเรา คือพระเถระที่มีอายุพรรษารูปหนึ่ง เป็นพระที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติงดงาม เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาธรรม ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนตามสมควรแก่พระธรรมวินัย
พลังแห่งความเมตตาของหลวงปู่ทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจากที่ต่างๆ เดินทางมาหาท่านอยู่เนืองนิตย์ หลวงปู่ไม่เคยบ่น ไม่เคยบิดพลิ่ว ทราบว่าศรัทธาญาติโยมเดินทางมาจากสถานที่ห่างไกล แม้บางคราวหลวงปูอาพาธท่านลุกไหวก็จะลุกมาสนทนาด้วยถามสุขทุกข์พอจะยื่นมือชื่อเหลืออะไรเขาได้ท่านก็จะไม่นิ่งนอนใจหลวงปู่คือผู้ให้อย่างสมบูรณ์
ท่านไม่ได้สอนคนเพียงการขึ้นธรรมาสน์แล้วเทศนา หากแต่ท่ารนกระทำให้เป็นแบบอย่างเสมอ หนึ่งแม่พิมพ์อันสวยงามและล้ำค่าที่สุด เพราะไม่เคยเลือกที่รักมักที่ชัง ใครกราบไหว้หลวงปู่รอดก็จะต้อนรับเสมือกันหมด ดังนั้นท่านจึงเป็นหลวงพ่อ เป็นหลวงปู่เสมือหนึ่งญาติของทุกคน อย่าว่าแต่คนทั่วไปเลย

แม้แต่สมัยก่อนบรรดาพวกที่ทำตัวเป็นโจรที่เขาเรียกกันว่า “ไอ้เสือ” ก็ยังได้รับช่วยเหลือจากท่าน
...นักเลงระดับ “เสือ” ยุคก่อนหลายรายมอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองด้วยมีหลวงปู่ของเรานี่แหละเป็นผู้ช่วย หลวงปู่เคยพูดเสมอว่า “คนเราเกิดมาไม่ทำเลวไปซะทุกอย่าง” นั่นคือหลักการ การให้ “อภัย” แก่คนอันเป็นหลักเมตตาชั้นสูงไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจใดๆ คนดีท่านก็ยกย่องคนทำชั่วหลวงปู่ก็ให้โอกาสเพื่อให้เขากลับตัวกลับใจเป็นคนดีท่านจึงไม่ต่างไปร่มไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้คนที่หนีร้อนมาพึ่งเย็นได้ในยุคนั้น กระทั่งจนถึงปัจจุบัน ด้วยศีลจารวัตรนั่นคือ หลวงปู่รอดคือยอดพระนักปฏิบัติ เคร่งครัดในหลักคำสอน อยู่ในกรอบแห่งพระธรรมวินัย จึงเป็นที่เลือมใสของประชาชนทุกคนที่มีโอกาสได้พบกับท่าน ตลอดกาลพรรษาอันยาวนานนับได้ ๖๒ พรรษา อายุหลวงปู่ครบ ๗ รอบ ๘๔ ปี ในต้นปี ๒๕๔๘ นี้บรรดาพร้อมใจกันจัดงานทำบุญถวายแก่ท่าน เสมือหนึ่งการได้แสดงกตัญญูกตเวที
การนำกิตติคุณ ชีวประวัติ สมณวัตรของหลวงปู่แพร่เพื่อเป็นอนุสติแก่บรรดาศิษย์ยานุศิษย์คือสิ่งที่คณะศิษย์ประสงค์จึงกราบมนัสการขออนุญาตจากท่าน ซึ่งประวัตรที่จะนำมาบัรนทึกไว้ในหนังสือเล่มนี้ได้มาจากการสอบถามจากบรรดาศิษย์เก่า-ใหม่ ที่มีโอกาสรับทราบจากปากคำของหลวงปู่มา จากคนเฒ่าคนแก่ที่มีอายุจำได้ และจากการเล่าของหลวงปู่เอง

ชาติกำเนิด
ท่านพระครูสถิตวีรธรรม หรือหลวงปู่รอด ท่านถือกำเนิดเกิดเมื่อวันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือนยี่ปีระกา ตรงกับวันที่ ๔ มกราคม ๒๔๖๔ ที่บ้านเลขที่ ๑๒ หมู่ ๓ ตำบลตลุกเทียม อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก โดยเป็นบุตรคนที่ ๒ ของนายเพชร นางบุญมา นามสกุลแจ่มจุ้ย มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๖ คนดังนี้
๑. นางบุญสืบ (ใช้นามสกุลสามีเสียชีวิตแล้ว)
๒. หลวงปู่รอด ฐิตวิริโย
๓. นายประเสริฐ แจ่มจุ้ย ปัจจุบันย้ายครอบครัวไปอยูที่บ้านบุ่ง
๔. นายอุดม แจ่มจุ้ย (เสียชีวิต)
๕. นายบรรพรต แจ่มจุ้ย (เสียชีวิต)
๖. นายสงัด แจ่มจุ้ย (เสียชีวิต)

ปฐมวัย
ชีวิตในช่วงปฐมวัยของหลวงปู่รอด ก็คงจะไม่แตกต่างไปจากลูกหลานชาวบ้านที่มีอาชีพเป็น
เกษตรกรรมมีการทำนาเป็นหลักโดยทั่วไป ผิดแต่ว่าครอบครัวของหลวงปู่นั้น โยมบิดามารดาท่านมีลูกหลายคนเหมือนกับคนสมัยเก่าทั่วไป กอปรกับหลวงปู่รอดเป็นลูกคนที่สอง แต่เพราะคนแรกเป็นลูกผู้หญิง คนยุคนั้นถือว่ามีลูกชายเป็นคนหัวปีถึงจะดี เพราะจะได้ช่วยพ่อแม่ทำงาน ดังนั้นแม้ว่าหลวงปู่รอดจะเป็นคนที่สองของครอบครัว แต่นับว่าท่านเป็นลูกชายคนแรกของพี่น้องมารดาเดียวกัน จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ภาระต่างๆของครอบครัวจะตกอยู่ที่ลูกชายคนนี้ ด้วยเหตุดังกล่าวมานี้เมื่อหลวงปู่เติบโตพอจะช่วยเหลือการงานใดๆ ให้กับพ่อแม่ท่านจึงต้องช่วยพี่สาวดูแลน้องๆ ที่เกิดตามมา ส่วนงานอื่นๆไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงควายหรือสิ่งที่พอจะยื่นมือเข้าช่วยได้ก็หาได้นิ่งดูดายไม่
ถึงกระนั้นก็เถอะ โยมพ่อ-แม่ของท่านก็เห็นความสำคัญของการศึกษา เด็กชายรอดในสมัยนั้นได้เข้าโรงเรียนตามสภาพที่น่าจะเป็น การเรียนรู้ของท่านก็ไม่ถึงดีเด่น สมองความจำไม่ต่างไปจากบรรดาลูกชาวบ้านในรุ่นเดียวกัน สามารถอ่านออกเขียนได้แล้วก็ออกมาช่วยครอบครัวประกอบอาชีพต่อไป จะเรียกได้ว่าครอบครัวของโยมผู้ให้กำเนิดของหลวงปู่นั้นลำบากไม่น้อย ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำมาหากินอยู่ต่างถิ่นบ่อยๆ อาจจะเป็นเพราะฝ่ายญาติของบิดามารดามีไม่น้อย ใครเห็นว่าที่ไหนอุดมสมบูรณ์ดีก็แนะนำ โยมบิดาของท่านก็พาย้ายถิ่นไปทำมาหากินถึงเมืองสุโขทัย
ชีวิตของเด็กชายคนหนึ่งแกร่งขึ้นเพราะสาเหตุดังกล่าวนี้ ไปถิ่นไหมตนเองก็มันจะเป็นคนแปลกหน้าเสมอ บางทีก็มักจะเจอ “เจ้าถิ่น” หมิ่นเหม่ หาว่าวางกล้าม นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้อายุวัยของเด็กหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่า “นายรอด” แข็งแกร่งและเต็มไปด้วยความเข้มแข็ง
ไม่ใช่นิสัยนักเลง แต่ไม่ชอบที่จะก้มหัวให้กับคนให้เขาข่มเหงได้ง่าย “เกิดเป็นชายก็ต้องเป็นชาย” คือคติอย่างหนึ่งของนายรอดสมัยนั้นความสัตย์จริงคือสิ่งที่จะจรรโลงให้ชีวิตอยู่ได้ เมื่อเจอคนพาลจะทำเป็นคนทองไม่รู้ร้อนมันก็กระไรอยู่ แต่เมื่อจะมีเรื่องกับนายรอดจะไม่ใช่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน เพราะเกลียดการมีเรื่องกับใคร “กูชกมึงกูก็เจ็บมือเปล่า ดังนั้นมึงก็อย่าชกกู” เข้าข่ายถือคติอย่างนี้นายรอดจึงยืนหยัดได้กับเพื่อนที่ “ไม่ทำลายเพื่อน” แต่หากเจอประเภทนักเลงสถุล นายรอดไม่ยอมให้มันเดินเชิดหน้าหรอกเล่นมันหมอบกระแตเป็นบทสั่งสอน คนพาลไม่รู้จักพระธรรมในใบลานฉันใด คนเลวก็ไม่รู้จักเหตุผลที่ชี้แจงให้มันกระจ่างแจ้งฉันนั้น
นายรอดจึงเติบโตมาท่ามกลางบรรดานักเลงทั้งหลาย แต่ไม่ได้ทำตัวเป็นนักเลง เพราะเกลียดการข่มเหงคนอ่อนแองกว่าตามนิสัยของนายรอดนั้น ไม่เคยประพฤติเกเร เหล้าไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ แต่ถ่ามกลางนักเลงที่เป็น “นักเลงจริงๆ” ไม่ใช่นักเลงตอนมีพวกมาลากไป
ตอนเป็นหนุ่มรุ่นๆ ได้รับฉายาจากพวกนักเลงว่า “ไอ้รอดคนจริง” ทำไมเขาถึงได้ฉายาอย่างนั้น นายรอดไม่เคยก่อเรื่องใครก่อน แต่ใครอย่ามาทำหากเขาไม่ผิด เจ็บหนึ่งต้องคืนเป็นสองเท่า เป็นที่รู้จักกันดีในกลุ่มนักเลงพอสมควร เคยถูกชักชวนให้เป็น “เสือ” เพราะเห็นว่าเป็นคนใจเด็ด แต่ก็ปฏิเสธสิ้นเชิง ดังนั้นในชีวิตท่ามกลางนักเลง แต่ไม่เคยทำผิดกฎหมายบ้านเมือง หนำซ้ำหากทราบว่าคนที่รู้จักไปก่อเหตุ นายรอดก็จะห้าม “อย่าทำ” พวกเขาเหล่านั้นก็ต้องเชื่อ และไม่กล้าทำ หากทำก็ไม้ต้องมาบอกให้รู้
มารผจญเกือบไม่ได้บวช
ชีวิตที่เข้าไปคลุกคลีกกับคนทุกรูปแบบ ทางเจ้าหน้าที่บ้านเมืองและคนที่ทำผิดกฎหมายตั้งตัวเป็น “เสือร้าย” ทั้งในเขตสุโขทัย และพิษณุโลกและย่านใกล้เคียง คำว่า “ไอ้รอดตัวจริง” ดังกระฉ่อนในหมู่นักเลงหัวไม้หมายปองจะอยากลองของ จนกระทั่งอายุครบบรรพชาอุปสมบท ฝ่ายพ่อแม่และญาติมิตรเกรงไปว่าเขาจะพลาดท่าเสียที่มีมารมาผจญไม่ได้บวช ก็ปรามๆ เอาไว้ว่าอย่าได้ท่องเที่ยวไปไหนเลย เพราะยังซะก็จะได้บวชแล้ว
เดือนมีนาคม ๒๔๘๕ ที่หมู่บ้านใกล้คียงมีงานมหรสพ มีหนุ่มสาวไปเที่ยวกันสนุกสนานตามประสานายรอดซึ่งจะบวชในอีกไม่กี่วันก็ยังคิดเอาไว้ว่า หลังจากเที่ยวงานนี้แล้วก็จะเข้าวัดท่องบทสวดมนต์ตามความประสงค์ของโยมพ่อแม่ซะที เดินออกจากบ้านไปบริเวณงานเพราะยังเชื่อคำเตือนของผู้ใหญ่ที่พยายามห้าม เพราะมันเสมือนมีมารมาผจญคนที่จะบวชเป็นพระเสมอ ไม่มีเรื่องเชิงนักเลงก็จะมีเรื่องสตรีที่ทำตัวเป็นศัตรูขวางทางธรรมว่ายังงั้นเถอะ นายรอดไม่เข้าไปร่วมกับกลุ่มคนที่รื่นเริงกันออกมานั่งมองกลุ่มที่รื่นเริงตามประสา มีการจับคู่รำวงไปมา เสียงกลองยาวเถิดเทิงเร้าใจ แต่ก็กำชับตัวเองเสมอว่าจะมาแค่ดูเท่านั้น
“ไอ้น้องไม่ไปสนุกกับเขาหรือ” เสียงห้าววางมาดขรึมไว้นวดเคราไม่ยาวนักพอกับความยางของผมบนศรีษะ นายรอดมองไปเพียงแวบเดียวเท่านั้น “ไม่หรอด” แล้วมองกลับไปที่เดิม แต่ไม่นานชายแปลกหน้าคนเดือนก็มาถาม แต่ไม่ใช่คำเดิมซะแล้ว “ไอ้น้อง..ไหนไอ้รอดคนจริงคนไหน” ชายแปลกหน้าไม่เคยรู้จักมักคุ้นดันมาถามชื่อหาคนชื่อรอดอันหมายถึงตัวเอง มันจะมีอะไรแอบแฝงแน่ๆ เพราะท่าทางดูไม่เป็นมิตรสายตาของนายรอดมองกวาดสำรวจทั่วตัวชายแปลกหน้า แล้วก็ต้องสะดุ้ง เพราะที่สะเอวมีปืนพกอยู่ แน่นอนไอ้ผู้ชายคนนี้ไม่หวังดี ไม่เช่นนั้นคงไม่ถามชื่อวาจาออกอาการนักเลงอย่างนั้นแน่
นายรอดเงียบเพื่อดูท่าทีชายแปลกหน้าแต่ก็ระวังตัว หากมันผู้นี้ไปถามคนอื่นแล้วคนอื่นชี้ตัวให้ปืนที่พกเอวอาจจะทำงานไปแล้ว
ไอ้น้องพี่ถามได้ยินไหม ไอ้รอดคนจริงที่ว่ามันอยู่ไหน ชายแปลกหน้าถามเซ้าซี้อีก และยังเดินมาประชิดตัวนายรอด จังหวะนั้นอารมณ์ของนายรอดที่พยายามข่มใจเยือกเย็นรอท่าทีมานานมันก็ระเบิด เท้าเขาเหวี่ยงโครมเพื่อหันไปเผชิญหน้า พร้อมกับประกาศลั่น “กูนี่แหละไอ้รอดคนจริง” ชายแปลกหน้าเซถลาเพราะแรงเหวี่ยงของเท้าจังเบอร์ ก่อนที่หมัดดุ้นๆ ของนายรอดจับเปรี้ยงเข้าปลายคางและบริเวณหน้าอย่างจัง มัจจุราชที่สะเอวนั้นเขาต้องดึงมันออกมาครอบครองมิเช่นนั้นภัยแห่งชีวิตจะต้องมาถึงตัวเขา รวดเร็วราวกับสายฟ้ามือคว้าปืนที่สะเอวของชายแปลกหน้าได้แล้วเท่าก็ถีบร่างของมันคนนั้นกระเด็นกระดอนออกไป ล้มหงายท้อง ยังไม่ทันจะตั้งตัวโงหัวขึ้นมา เท่าของนายรอดก็เหยียบเข้าที่หน้าอก ปืนในมือของนายรอดเล็งปากกระบอกไปหาเจ้าของเดิมทันที
ชายแปลกหน้าตาเหลือกถลน เพราะไม่มีกี่วินาทีที่ผ่านมาปืนยังอยู่ที่สะเอวของเขา แต่บัดนี้กลับไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามแล้ว มันพร้อมที่จะระเบิดเพียงแต่นายรอดลั่นไก และร่างของเขาก็ต้องกลายเป็นเป้ากระสุน ระยะห่างไม่ถึงสองศอกอย่างนี้ต่อให้คนที่ยิงปืนห่วยที่สุดในโลกก็รับประกันว่าไม่พลาด
ความโกรธแล่นเข้าจับใจนายรอด และพร้อมที่จะลั่นไกได้ทุกวินาที “มึงถามถึงกูทำไม” นายรอดกระแทกเสียงชายแปลกหน้าไม่พูด เขายอมรับแบบลูกผู้ชาย “มึงไม่ต้องถามกูหรอก กูพลาดแล้วเป็นโอกาสของมึงลั่นกระสุนได้เลย” ยังมีหน้ามาท้าทายเพราะความละอายที่ตนเสือกเช่อมาถามถูกคนเอง นายรอดพร้อมที่จะเหนี่ยวไกปืนเพื่อให้มันทำงาน แต่พลันสติของเขาก็คิดได้ “พ่อกับแม่รอคอยนานเหลือเกิน อย่างให้เอ็งห่มผ้าเหลืองเอาพรรษาในปีนี้” นายรอดได้สติว่าจะเข้าสู่ร่มเงาแห่งพระศาสนาและศึกษาพระธรรมวินัยตามหน้าที่ของลูกผู้ชายหากไกปืนกระบอกนั้นลั่นเปรี้ยงเท่ากับสิ่งที่พ่อแม่หวังเป็นสิ้นสุดพอๆ กับคำพูดของพ่อแม่และญาติทั้งหลาย “อีกไม่นานก็ได้บวชแล้ว”
“งั้นขอบอกว่าอีกไม่กี่วันกูจะบวชแล้ว ทุกอย่างกูขออโหสิกรรมให้ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน แต่อย่าได้มาขวางทางธรรม” แล้วนายรอดก็เอากระสุนในรังเพลิงออกจนหมดแล้วทิ้งปืนให้ชายคนนั้น ขณะเดินหนีโดยหันหลังให้เดินหันหลังให้เดินคุกรายวันในใจก็คิดว่า “หากว่าบุญบวชของเราไม่มีแล้วก็อีกอย่างหนึ่งเขาคนนี้เคยมีหนี้กรรมแต่อดีตก็ให้เขายิงเราได้เลย แก่หากว่าบุญกุศลที่จะได้เห็นผ้าเหลืองครองตนเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาแล้วเราจะอโหสิกรรมให้เขาคนนี้ ถือว่าไม่มีเวรต่อกัน” คิดพลางเดินจากมาจนกระทั่งถึงบ้าน และไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นอีก จนกระทั่งวันขานนาค คือการไปอยู่วัดขณะที่เป็นฆราวาส ท่องบทสวดขานนาค ตามประเพณี นับว่านายรอดผ่านการมีมารมาผจญแล้ว

บรรพชาอุปสมบท
ท่านเจ้าอาวาสกำหนดวันบวช โดยอาราธนาพระอุปัชฌาย์มากระทำพิธีอุปสมบทที่วัดเซิงหวาย ต.ตลุกเทียม อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก วันจันทร์ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๘๕ โดยมีพระครูญาณปรีชา วัดดอกไม้ ต.ท่ามะเฟือง อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ เป็นพระอุปฌาย์พระอาจารย์หัดวัดหางไหล อ.พรหมพิราม จ.พิษณุโลก เป็นพระกรามวาจาจารย์ พระอธิการพวง วัดเซิงหวายเป็นเจ้าคณะหมวด
ตลุกเทียม(เจ้าคณะตำบล) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ สำเร็จเป็นพระภิกษุได้รับฉายาว่า “ฐิตวิริโย”
หลังจากบวชก็อยู่จำพรรษาที่วัดเซิงหวายกับพระอธิการพวง ซึ่งหายจะนับไปแล้วพระอธิกาพวงมีศักดิ์เป็นตา อดีตเคยเป็นกำนันแต่หันเข้าพึ่งทางธรรมบวชไม่ยอมสึกจนได้เป็นเจ้าอาวาสวัดเซิงหวาย และเจ้าคณะตำบลตลุกเทียม
หลังจากนั้นไม่นานพระอธิการพวงก็มรณภาพลง วันเผาศพของท่านบรรดาลูกศิษย์ได้ฟังคำสั่งก็จัดการกันเลย โดยมีกำนันเป็นหัวหน้า พอเอาโลงศพของหลวงตาพวงวางบนเชิงตะกอนก็ชักปืนออกมาแล้วเหนี่ยวไกเสียงดัง ลูกปืนด้านทั้งหมดไม่เพียงเท่านั้น ศิษย์ของพระอธิการพวงคนหนึ่งเป็นทหารลากปืนคาร์บินออกมากดยิงอัตโนมัติ ลูกกระสุนด้านทั้งตับ แล้วก็ทำการฌาปนิกิจศพของพระอธิการพวง เมื่อเก็บอัฐิของท่าน ชาวบ้านต่างเก็บกระดูกของพระอธิการพวงไปอัดกรอบห้อยคอกัน แล้วก็เกิดความขลังเมื่อคนที่มีกระดูกของท่านไปถูกยิง ถูกแทงไม่เข้าปืนก็ไม่ระเบิด ขลังนัก
มีคนสอบถามหลสงปู่รอดที่มีศักดิ์เป็นหลานของพระอธิการพวงว่า สมัยที่หลวงปู่รอดจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้นหลวงตาเคยสอนวิชาอะไรหรือไม่ หลวงปู่รอดได้แต่ยิ้มๆ

สร้างวัดสันติกาวาส
พระรอด ฐิตวิริโย จำพรรษาอยู่ที่วัดเซิงหวายกัอบพระอธิการพวงซึ่งเป็นทั้งหลวงตาของท่านและเป็นพระอนุสาวนาจารย์ระยะหนึ่งก็เดินทางไปเรียนนักธรรม การเดินทางลำบาก แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะศึกษาพระปริยัติของพระรอด ฐิตวิริโย นั้นมีความจริงจังมากแล้วท่านก็สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี
พระภิกษุรอดหรือหลวงปู่รอดท่านมีความขยันเป็นเลิศ จนได้รับคำชมเชยจากพระอาจารย์ที่สั่งสอน และจากอนิสงส์ของความบากบั่นในการขยันต่อมาพระภิกษุรอดจึงกลายเป็นนักปฐกถา นักเทศระดับแถวหน้า คือเรียนด้วยนำมาใช้ประโยชน์ในทางปฏิบัติและสั่งสอนชาวบ้านได้อย่างดีด้วย
พระภิกษุเดินทางกลับพรหมพิราม มาพบสภาพกุฎิร้างที่แต่ก่อนมักจะมีพระมาธุดงค์ค้างแรมบ่อยๆ แต่พอวาระแล้วท่านก็จากไป ประกอบกับชาวบ้านมีประสงค์อยากจะมีวัดฝั่งนี้ เนื่องจากแต่ก่อนคนฝั่งหนอมตมต้องว่าจ้างเรือข้ามฟากไปทำบุญทางวัดอีกฝั่งมีความลำบากมาก
ด้วยความเห็นใจชาวบ้าน อีกทั้งก็อยากจะเห็นความเจริญของวัด จึงไปขอนิมนต์พระที่จบนักธรรมชั้นเอกมารูปหนึ่ง แล้วมาเป็นเป็นสำนักเรียน พระภิกษุสามเณรอยู่ด้วยกันถึง ๓๐ รูปเป็นครั้งแรกในย่านหนองตมสมัยนั้นมีพระภิกษุสามเณรอยู่จำพรรษามากที่สุด
ปัญหาอยู่ที่กุฏิไม่พอให้พระเณรอยู่เท่านั้น อีกทั้งเวณที่ตั้งสำนักสงฆ์ยังมีเสือโคร่งออกมาเดินเพ่นพ่าน ทำให้กลัวเสือจะมากัด เวลาจำวัดนอกไม่หลับเพราะกลัว มีแต่พระภิกษุรอดเท่านั้นที่กล้าท้าทาย โดดไปกางมุ้งนอนคนเดียว “คนกล้าอย่าว่าแต่นักเลงจะกลัวเลยเสือยังไม่กล้า” เพื่อพระภิกษุยังพูดอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งสร้างกุฏิไม้พอเพียงกับพระเณรนั่นแหละ พระภิกษุรอดถึงขึ้นไปจำวัดบนกุฎิ

เป็นศิษย์หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ
พระเกจิอาจารย์ในย่านภาคกลางตอนเหนือคือจังหวัดนครสวรรค์สมัยนั้น ไม่มีรูปใดเกินหลวงพ่อเดิม พุทธสโร แห่งวัดหนองโพ กิตติคุณทางโด่งดังมาก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิทยาพุทธาคม เครื่องรางของขลัง เป็นยอดแห่งพระกรรมฐานที่มีลูกศิษย์มากมาย ทั้งฆราวาสและบรรพชิต
วันๆหลวงพ่อเดิมจะมีคนเดินทางมากราบไหว้ท่านถึงที่วัดหนองโพไม่เคยขาดสายชาวบ้านเลื่อมใสวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังของท่าน บ้างคนก็รดน้ำมนต์ หลายคนให้ไปขับไล่ภูตผีปีศาจ หลายคนโดนคุณไสย ไปหาหลวงพ่อเดิมช่วยเหลือ วัตถุมงคลหลวงพ่อเดิมที่โด่งดังเป็นเหรียญหลักเหรียญหนึ่งของพระเกจิอาจารย์ของเมืองไทยที่ถูกบรรจุเข้าในทำเนียบเหรียญพระเกจิที่ได้รับความนิยมประสบการณ์ความเข้าขลังมีพลังทางพุทธคุณ
รูปหล่อของหลวงพ่อเดิมเยี่ยมนัก ใครมีไว้บูชานับได้ว่าสิ่งสิริมงคลไว้ในบ้านรูปภาพยันต์แขวนหน้าบ้าน ติดตามรถ ปลอดภัยแล แต่ทุกสิ่งทุกอย่างที่เล่ามานี้มีสองสิ่งที่โด่งดังแบบสุดๆ นั่นก็คือ “มีดหมอ” กับ “สิงห์” สองสิ่งปัจจุบันหายากยิ่งกว่างมเข็มในแม่น้ำเจ้าพระยา
ส่วนใหญ่ศิษย์หลวงพ่อเดิมเมื่อสร้างวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังจึงมักสร้าง “มีดหมอ” ของท่านไปด้วยถือว่าหลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ เป็น “เจ้าตำรับ” การสร้างเครื่องรางประเภทนี้ในยุคนี้ทีเดียว
พระรอด ฐิตวิริโย หรือหลวงปู่รอดเป็นหนึ่งในบรรดาพระภิกษุที่เข้าไปกราบหลวงพ่อเดิมในคราวนั้นแต่เพราะท่านเข้าไปที่หลังรูปอื่น ขณะก้มลงกราบอย่างพร้อมเพรียงกัน หลวงพ่อเดิมท่านรับไหว้อย่างสงบนิ่งจนกราบเสร็จก็ถามไถ่พระภิกษุตามอัธยาศัย จนหลวงปู่รอดรู้สึกว่าตนเองอยู่หางแถวเพื่อนหลวงพ่อเดิมท่าคงจะมองไม่เห็นแต่แล้วสิ่งที่หลวงปู่รอดหรือพระภิกษุรอดคาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น “ท่านที่มาจากสองแควน่ะค่อยคุยกันนะ” หลวงปู่รอดเหลียวซ้ายแลขวาเกิดความสงสัยว่าในบรรดาพระภิกษุตอนนี้มีพระที่เดินทางมาจากพิษณุโลกอีกกี่รูป และพวกท่านเหล่านั้นมายังไง แต่ขณะความสงสัยยังสรุปไม่ได้หลวงพ่อเดิมก็ดังขึ้นอีกว่า “ไม่ต้องเหลียวหาคนอื่นหรอก ท่านนั่นแหละที่นี่มีพระจากสองแควรูปเดียว” จึงหายสงสัย และกลับมีความสงสัยขึ้นมาใหม่เป็นละลอกสองคือ หรือพ่อเดิมทราบได้อย่างไรว่ามาจากพิษณุโลกเพราะยังไม่พูดคุยกัน แต่เมื่อหลวงพ่อเดิมบอกว่า “ค่อยคุยกัน” ก็ต้องรอไปก่อน
ก่อนที่พระภิกษุจะลาจากหลวงพ่อเดิมนั้น หลวงพ่อยังชะเง้อหน้ามองหาหลวงปู่รอดแล้วเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวท่านที่มาจากสองแควมีงานให้ช่วย อย่าเพิ่งกลับวัด” หลวงปู่รอดดีใจมาก นั้นหมายถึงหลวงพ่อเดิมให้หลวงปู่รอดพักค้างแรกอยู่ที่วัดก่อน ส่วนจะให้ช่วยงานอะไรนั้น ก็สงสัยแต่ยอมรับว่าดีใจที่หลวงพ่อเดิมท่านให้โอกาส แล้วหลวงพ่อเดิมก็ต้อนรับญาติโยมของท่านต่อไป
กระทั่งตอนเย็นนั่นแหละ หลวงพ่อเดิมว่างจากญาติโยมแล้วจึงเรียกพระภิกษุรอดเข้าไปหา แล้วก็คุยเป็นเรื่องเป็นราว

หลวงพ่อเดิมชวนเลี้ยงช้าง
เมื่อสบโอกาสแล้วหลวงพ่อเดิมก็ให้หลวงปู่รอดเข้าไปหา แล้วถามเรื่องต่างๆ จนกระทั่งมาถึงข้อสรุป “เอ...คุณนี่จะช่วยงานอะไรได้บ้างเนี่ย” หลวงพ่อเดิมมองหน้าหลวงปู่รอด “งานอะไรก็ได้ขอรับหลวงพ่อ ขอให้ผมได้อยู่รับใช้หลวงพ่อก็นับว่าเป็นบุญ” ตามปกติท่านพูดตรงไปตรงมา เคารพนบนอบก็แสดงออกตรงๆ ยอดรับเลื่อมใสในอาจารวัตรของหลวงพ่อเดิมมาก อยากจะเอาเป็นแบบอย่าง “เลี้ยงช้างไหวไหม” หลวงพ่อเดิมยิ้มพลางมองหน้าหลวงปู่รอดเหมือนจะค้นหาอะไรบางอย่าง และหลวงปู่รอดก็ทราบว่าหลวงพ่อเดิมมีช้างสองเชือก “ได้ขอรับหลวงพ่อ” หลวงพ่อเดิมยิ้มกว้างๆ ก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่ต้องหรอกช้างน่ะมีคนเลี้ยงแล้ว ถึงไม่มีคนเลี้ยงมันก็ไม่ทำอะไรใคร” หลวงพ่อเดิมเลี้ยงช้างไว้ใช้งานสร้างกุฏิ แต่ไม่แน่ใจว่าช้างของท่านหายไปไหนก่อนหลวงพ่อเดิมมรณภาพก็ไม่มีใครสืบเรื่องนี้ แต่อย่างไรหลวงปู่รอดก็ไม่ได้เป็นผู้เลี้ยงช้างให้กับหลวงพ่อเดิม เพียงแต่ท่านสัพยอกเท่านั้น

ปั๊มผ้ายันต์ให้หลวงพ่อเดิม
หลวงพ่อเดิมมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยงาน งานนั้นก็คือ ปั๊มผ้ายันต์ เนื่องจากวันหนึ่งคนเดินทางไปกราบหลวงพ่อมากมาย คนส่วนใหญ่เมื่อไปถึงวัดแล้วก็หาวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังติดมือกลับบ้าน สิ่งหนึ่งที่นิยมก็คือ “ผ้ายันต์”
เนื่องจากหลวงปู่รอดเป็นพระขยันสู้งานดี หลวงพ่อเดิมท่านก็มอบหมายงานทำผ้ายันต์ทำแต่ไม่ทราบว่ายังไง หลวงพ่อเดิมให้มนต์บทหนึ่งแก่หลวงปู่รอดพร้อมกับกำชับว่า “ขณะปั๊มผ้ายันต์ให้ว่าคาถาบทนี้” หลวงปู่รอดก็ทำตาที่หลวงพ่อเดิมบอก แต่หลวงพ่อเดิมก็สั่งนักหนาว่าการเรียนมนต์คาถาสามารถทำได้ขณะทำงานหลวงปู่รอดรับปากไม่คิดว่านั่นคือการสอนวิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังของหลวงพ่อเดิมแกหลวงปู่รอด
คาถาครอบโลก
บทคาถาที่หลวงพ่อเดิมมอบให้หลวงปู่รอดท่องภาวนาเวลาที่ปั๊มผ้ายันต์นั้น หลวงปู่รอดมารู้ที่หลังว่าเป่า “คาถาครอบโลก” ที่หลวงพ่อเดิมใช้ปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ เสกอะไรก็ว่าไปตามนั้น และที่หลวงพ่อเดิมสั่งนักหนาก็เท่ากับว่าท่านได้สั่งสอนหลีกพิธีกรรมปลุกเสกเครื่องรางให้แล้ว
“การจะเรียนวิชาอาคมมันขึ้นอยู่ที่พลังจิตของคนเรียนว่าจะเชื่อ จะเลื่อมใสมากแค่ไหน หากไม่เชื่อ ไม่ศรัทธาเลื่อมใส ต่อให้บทคาถาขลังแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์” คือคำกล่าวหลวงพ่อเดิมได้บอกไว้ และหลวงปู่รอดก็จดจำเอาไว้ตั้งแต่บัดนั้นจนบัดนี้
หลวงปู่รอดตอนหนุ่มๆ รับใช้หลวงพ่อเดิมที่วัดหนองโพมาระยะหนึ่งก็เดินทางกลับวัดสันติกาวาส ต่อมานานๆ ครั้งจะเดินทางไปกราบหลวงพ่อเดิม จนกระทั่งหลวงพ่อเดิมมรณภาพนั่นแหละ
ที่มาของคำว่า “หลวงพ่อเสือ”
เคยมีชื่อคนรุ่นเก่านิยมเรียกหลวงปู่รอด “หลวงพ่อเสือ” บางคนคิดว่าท่านคงดุเหมือนเสือถึงได้ถูกเรียกว่าเสือ แต่ความจริงมีมากหมายอันเป็นที่มาของนามๆ นี้
ข้อแรกท่านดุจริง เพราะหากไม่ดุจริงมีหรือจะอยู่ที่วัดสันติกาวาสได้ในสมัยนั้น ไม่ใช่อยู่ๆ จะดุเป็นไม่ได้ ท่านดุเพื่อความถูกต้อง และข้อสุดท้ายคำว่าหลวงพ่อเสืออาจมาจากคำที่หลวงพ่อเดิมเคยเรียกตอนที่ไปช่วยงามที่วัดหนองโพตอนเป็นหนุ่มหรือ อาจจะเป็นเพราะหลวงปู่รอดท่านรู้จักกับนักเลง “ไอ้เสือ” หลายคน จนคนเรียกท่านว่า “หลวงพ่อเสือ” ก็ได้สมัยก่อนท่านดุไม่ต่างอะไรกับ “เสือ” เสียงดังฟังชัด และก็กล้าหาญจนกระทั่งเกิดเรื่องเล่ามาถึงทุกวันนี้
บุกรังเสือ
อำเภอพรหมพิรามไม่ใช่ถิ่นนักเลงหรอกครับ เป็นของคนดีมีศีลธรรม รักความสงบ แต่เพราะยุคแรกๆ อ.พรหมพิรามเป็นสถานที่ของคนต่างที่ต่างถิ่นหลบภัยเข้ามาอาศัยทำมาหากิน บางคนหลบภัยจากความอดอยากเข้ามาตั้งรกรากทำมาหากินในถิ่นอำเภอพรหมพิราม บางรายหลบหนีคู่อริซุกซ่อนเดือนร้อนไปยิ่งกว่านั้นคนหลบหนีคดีความจากถิ่นอื่นอยู่ก็มากมายสรุปแล้วต่างที่ต่างถิ่นมาอยู่รวมกันหากขาดคุณธรรมมันก็สร้างความเดือนร้อน
เย็นวันหนึ่งขณะนั่งสวดมนต์เสร็จก็เดินจากกุฏิมา พลันก็ได้ยินเสียหญิงร้องไห้คร่ำครวญเดินจากหน้าประตูวัด หลวงปู่แปลกใจทำไมร้องไห้น่าเวทนานัก พระภิกษุรูปหนึ่งเข้ามาหาบอกว่า “ลูกสาวโยมโดนฉุด”
“เขายากจะเจออาจารย์แต่ไม่กล้า “ พระภิกษุกล่าว “ผมไม่ใช่เสือสางอยากจะมาหาแล้วกลัวทำไมเล่า” พระภิกษุรูปนั้นเดินกลับไป คราวนี้ไม่ได้มีผู้หญิงคนเดียวแต่มีญาติๆ ของนางด้วย “เล่าให้อาตมาฟังสิเผื่อจะช่วยอะไรได้ก็จะช่วย” แล้วผู้หญิงคนนั้นก็เล่าสาเหตุที่ต้องร้องไห้ เธอมีลูกสาวคนหนึ่งกำลังรุ่นๆที่เดียว บังเอิญมีนักเลงมาชอบเข้า มันก็ขอ “อ้าว..มันมาขอแล้วเราให้มันหรือเปล่าละ” หลวงปู่รอดถามต่อ “ไม่ได้มาขอเปล่าๆ สิเจ้าคะอาจารย์ มันเอาปืนมาขู่แล้วบังคับเอาลูกสาวไป” หลวงปู่รอดบอกว่าจะไปเจรจากับไอ้เสือคนนั้นเองท่ามกลางสายตาญาติที่ไม่แน่ใจนัก
หลวงปู่รอดถามเพียงว่าตอนนี้ไอ้เสือมันเอาลูกสาวไปไว้ที่ไหน หลังจากได้ทราบว่ามันเอาไปขังไว้ที่กระท่อมอันเป็นที่อยู่ของไอ้เสือคนนั้น หลวงปู่รอดเดินตรงไป ไอ้เสือมันระวังตัวอยู่แล้ว พอเห็นคนเดินเข้าไปในมือถือปืนเล็งมาที่ร่างหลวงปู่รอด เมื่อหลวงปู่หลวงเดินเข้าใกล้ก็เอ่ยพูดจาตักเตือนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ทางฝ่ายเสือก็กล่าวหาว่าเป็นพระทำไมมายุ่งกับเรื่องทางโลกแบบนี้ หลวงปู่รอดก็หาได้ละความพยายามไม่ เรียกว่าเอาน้ำเย็นเข้าลูบ หลวงพ่อเสือรู้จักกับเสือมเหศวรจริงเหรอ ซึ่งหลวงปู่รอดก็บอกไปว่าแค่รู้จักกัน แค่นี้เองไอ้เสือก็มือไม้สั่น ทิ้งปืนลงทันทีแล้วรีบส่งเด็กผู้หญิงคืนพ่อแม่ที่มาอยู่ด้วย

เมตตาธรรมเป็นเลิศ
ที่เล่าๆ มาทั้งหมด หลายท่านอาจจะคิดว่าเป็นผู้เขียนเล่าเฉพาะหลวงพ่อที่กล่าวขวัญถึงหลวงปู่รอดได้สมญานมว่า “หลวงพ่อเสือ” เพราะท่านดุ และมีนักเลงให้ความยำเกรง แต่ไม่เลยครับ ท่านเป็นคนที่มีเมตตาสูงธรรมสูงส่งมาก เมตตาคนทุกชนชั้น ท่านให้โอกาสไม่เคยทับถม ไม่เคยเอาอดีตอันร้านกาจของคนมาพูดให้เสียน้ำใจท่านเคยพูดเสมอว่า “คนเลวที่ตั้งตัวกลับใจหันมาทำความดีน่ายกย่องสรรเสริญกว่าคนที่ดีมีกำลังคิดจะหัวไปหาความเลวเป็นไหนๆ ให้อภัยเขาเถอะ คนเราเกิดมาความดีความชั่วมาสร้างกันทีหลังทั้งนั้น คนชั่วกลับตัวมาทำดีจะไม่ให้ส่งเสริมได้อย่างไร” ความเมตาของหลวงปู่รอดสุดยอดจริงๆ แม้กระทั่งหมาที่บ้านไม่ดูแล ท่านก็เมตตามัน ไก่นกพิกลพิการก็ยังช่วยเหลือ จนลูกศิษย์เป็นห่วงสุขภาพ
สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ วันหนึ่งๆ จะมีชาวบ้านจากที่ต่างเดินทางไปกราบหลวงปู่รอดไม่ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเดือนร้อนเรื่องโรคภัยไข้เจ็บมาขอความช่วยเหลืออย่างไม่ขาดสาย
บางรายป่วยหนักเดินทางไกลก็ยังเคยช่วยค่ารถเดินทางกลับ แต่จะให้นอนรักษาภายในวัดนั้นท่านว่าไม่เหมาะสมเนื่องจากไม่มีสถานที่นั่นเอง


วัตถุมงคลเยี่ยม
ตามปกติคนเรามีความเชื่อมั่นกันว่า พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีชอบ ประพฤติอยู่ในกรอบพระธรรมวินัยเคร่งครัด นิยมเจริญกรรมฐาน ฝึกฝนพลังจิตสูงแล้วจัดสร้างวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังแล้วก็จะเกิดพลังคุณนานัปกา อย่างเช่นพระเกจิทั้งหลาย
ยุคแรกๆ หลวงปู่รอดท่านไม่ได้สร้างวัตถุมงคลหรือเครื่องรางให้ศิษย์ได้นำไปบูชาเลย ใครมากราบมาหาหลวงปู่ก็จะรดน้ำมนต์เป่ากระหม่อมให้เท่านั้น กระทั่งมีลูกศิษย์ของท่านรับราชการทหารและตำรวจมาขอเครื่องราง หลวงปู่รอดจึงนำแผ่นเงินมาเขียนอักขระเขยันต์แล้วเสกส่งให้ห้อยติดตัว ปรากฎแผ่นโลหะลงอักขระเลขยันต์เรียกกันว่า “ตะกรุด” มีพุทธคุณคือเด่นทางแคล้วคลาด บางรายยิงกระสุนด้านลูกปืนไม่ระคายผิว
ความต้องการของนักสะสมนิยมเครื่องรางของขลังเพิ่มขึ้น ต่างก็เรียกร้องให้หลวงปู่สร้างพระเครื่องเพื่อให้มีจำนวนเพียงพอต่อจำนวนศิษย์กระทั่งหลวงปู่ทนความรบเร้าไม่ไหว ท่านจึงสร้างพระเครื่องขึ้น
สมเด็จคะแนน เป็นพระรุ่นแรกของหลวงปู่รอด สร้างขึ้นจากผลพุทธคุณ เจ็ดเสาร์เก้าอังคาร ผสมว่าน ๑๐๘ เหมือนกับพระพิมพ์สมเด็จของพระเกจิอาจารย์ทั่วไป เอกลักษณ์ที่ด้านหลังจะจารึกอักษรภาษาไทยว่า “รอด” อันหมายถึงนามของหลวงปู่
เหรียญรุ่นแรก นับเป็นวัตถุมงคนที่ได้รับควานิยม แม้ว่าจะอยู่กลุ่มบรรดาศิษย์ แต่เหรียญรุ่นนี้ได้รับประสบการณ์ และอาจจะเป็นเพราะเหรียญดังกล่าทำให้กิติตคุณหลวงปู่รอดเปนที่รู้จักของคนทั่วไป เนื่องจากเคยปรากฏเหตุมหัศจรรย์ของผู้ที่มีเหรียญห้อยคอแล้วแคล้วคลาดจากภยันตรยอย่างปฏิหาร
เหรียญรูปไข่เต็มองค์ “ฉลองสมณศักดิ์” ก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่สร้างความฮือฮา ประสบการณ์หายห่วง เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป สร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๓๐ ถือเป็นเหรียญรุ่นที่ ๒
เหรียญรุ่นฉลอง ๗๔ ปี เป็นเหรียญที่มีความสวยงามมาก มีประสบการณ์ไม่ยิ่งหย่อนไปจากวัตถุมงคลของหลวงปู่รอดเช่นกัน
ปี ๒๕๔๖ เป็นปีที่หลวงปู่มีอายุครบ ๘๓ ปี บรรดาศิษยานุศิษย์ขอร้องให้ท่านจัดสร้างเครื่องรางตามรอย “หลวงพ่อเดิม” หลวงปู่ท่านก็เมตตาสร้างความฮือฮาในหมู่ศิษย์เป็นอย่างมาก และมีการจัดสร้างหลายพิมพ์ทรงที่น่าสนใจมากที่สุดกว่าวัตถุรุ่นก่อนๆ คือหลวงปู่รอด ท่านอนุญาตให้สร้างมีดเทพศาสตรา (มีดหมอ) ตามตำรับของหลวงพ่อเดิมทุกประการ
การสร้างมีเทพศาตราของหลวงปู่รอดตามแบบหลวงพ่อเดิมนั้นท่านสร้างมีดควานช้าง จำนวน ๘๔ เล่ม มีดหมอด้ามงา ปลอกงา ใบมีดทำจากเหล็กน้ำพี้ จำนวน ๘๓ เล่ม และมีสาลิกายาว ๑ นิ้ว ปลอกงา ใบมีดทำจาเหล็กน้ำพี้จำนวน ๘๓ เล่ม
วัตถุมงคลรุ่น “ไตรมาส ๔๗”
๑. พระปิดตาเนื้อ่ไม้คูณแกะ ด้ามหน้าตอกโค้ดรอด ด้านหลังตอกโค้ด ร ก้นอุดผงพุทธคุณ และตะกรุด ๑ ดอก
๒. เหรียญน้ำมนต์ หลังยันต์ครูล้อมนะ ๑๘นะ ตอกโค้ดและหมายเลข มีเนื้อทองคำ เนื้อเงิน เนื้อเงินลงยา เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง
๓. เหรียญรูปไข่เต็มองค์ ด้านหลังยันต์ครูล้อมตัวนะ ๑๘ นะ ตอกโค้ดหมายเลข มีเนื้อทองคำ เนื้องเงิน เนื้อเงินลงยา เนื้อนวโลหะ และเนื้อทองแดง
๔. มีดควานช้าง ยาว ๙ นิ้ว ด้ามไม้ ปลอกไม้ชิงชัน ตอกโค้ด ๓ โค้ด ด้ามยาวประมาณ ๑๕ นิ้ว
๕. มีดสาลิกา ยาวประมาณ ๓ นิ้ว ด้ามงา ปลอกงา ใบมีทำจากเหล็กน้ำพี้
๖. สิงห์มหาอำนาจ เนื้อเงิน เนื้อเงินลงยาเบญจรงค์ ๕ สี อุดผงพุทธคุณ เส้นเกสาหลวงปู่ ตอกโค้ด เนื้อนวโลหะ และเนื้องทองเหลืองกะไหล่ทอง
๗. สิงห์มหาเมตตา เนื้อเงิน เนื้อเงินลงยาเบญจรงค์ ๕ สี เนื้อนวโลหะ เนื้อทองเหลืองกะไหล่ทองลงยาเบญจรงค์ ๕ สีและเนื้อกะไหล่าทองลงยาเบญจรงค์ ๕ สี

พระภิกษุถึงไม่ได้ดับไฟ
ความมหัศจรรย์ไม่ได้หยุดยั้งเพียงแค่นี้ ระหว่างที่คนอื่นๆ เห็นว่าควันไฟรบกวนหลวงปู่และบางคนก็เดินออกมาเพราะไม่อยากเขาไปนั่งรบกวนสมาธิ เพียงบางท่านที่นั่งพนนมือดังเหมือนกับเสียงไฟฟ้าลัดวงจร ทุกคนลืมตาแหงนหน้ามองดูสายไฟฟ้าที่อยู่ในโบสถ์ว่ามีการช็อตหรือเปล่า แต่ก็ต้องหันกลับมามองที่กองวัตถุมงคลซึ่งต้องอยู่ตรงหน้าหลวงปู่รอดเพราะเสียงนั้นมาจากตรงนั้น
แล้วทุกคนก็ตะลึงกันใหญ่ เมื่อยู่ดีๆ มีเทพสตรา (สาลิกา) ที่วางไว้ อยู่บนเพดานกระเด็กออกมาหลายเล่ม สักพักหลวงปู่ลืมตาขึ้น แล้วบอกว่ารุ่นไตรมาสเสร็จพิธี ส่วนพระพิมพ์สมเด็จของขวัญจะเสกต่อไปจนครบ ๕ เดือนสิ่งที่ตามมาก็คือผู้ที่สั่งจองวัตถุมงคลเครื่องรางมีดสาริกาเอาไว้รวมอยู่ด้วยในเหตุการณ์ก็เลยยกมือ
หลังจากนั้นวันที่ปลุกเสกผ่านไปแล้วมีลูกศิษย์หลวงปู่คนหนึ่งเกิดความสงสัยในเรื่องควันที่ไม่เข้าโบสถ์ ก็เลยอธิฐานจิตว่าอยู่จะรู้เรื่องนี้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใช้คาถาบทไหน ก่อนนอนก็ได้ไหว้พระสวนมนต์แล้วระลึกถึงหลวงปู่รอดว่าอยากจะถามท่านแบบนี้ พอล้มหัวถึงหมอนกำลังเคลิ้มๆ ก็ปรากฏคล้ายๆ ว่าตัวเองไปนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าหลวงปู่รอด แล้วถามท่านอย่างที่นึกเอาไว้ หลวงปู่รอดตอบว่า “ใช้นะครอบจักรวาลและกำแพงเจ็ดชั้น” นี่คือคำตอบที่ได้รับ แล้วอีกประโยคหนึ่งว่า “จงมาเป็นกำแพงแก้วทั้งเจ็ดชั้นมาป้องกัน ...ล้อมรอบขอบทั่ว...” อะไรประมาณนี้ ก็รู้สึกตัว รู้เป็นเพียงความฝัน แต่ทำไมถึงเหมือนเหตุการณ์จริงๆ
ยังมีเรื่ององค์คุณวิเศษเกี่ยวกับพลังจิตของหลวงปู่ที่มีคนประสบการณ์อีกมากหมายอีกทั้งประสอบการณ์เกี่ยวกับเครื่องรางและวัตถุมงคลต่างของหลวงปู่รอดแต่ก็รอดชีวิตกับมาได้แถมยังบไม่ตายอีกด้วย ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นมีอีกหลายเรื่องนัก